“ไม่มีพรสวรรค์ต้องรู้จักหาพรแสวง”
ไม่มีพรสวรรค์ต้องรู้จักหาพรแสวง
‘ เอ็งมันไม่มีพรสวรรค์ มีแต่ความขยัน ’ นี่คือคำที่เพื่อนร่วมเรียนเพาะช่างของ อ.ปัญญา วิจินธนสาร ได้เคยบอกไว้ ในสมัยที่ อาจารย์ยังเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว !!
ซึ่งอ.ปัญญา ยอมรับว่ามันคือความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตัวอาจารย์เองนั้น ไม่มีพื้นฐานการวาดภาพมาก่อนเลย และวันนี้ครับ แอดจะพาทุกคนไปศึกษาพรแสวงของอ.ปัญญา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ สาขาจิตรกรรม ปี 2557 กันครับ
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ด.ช.ปัญญา วิจินธนสาร ( ชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ) เริ่มต้นความสนใจศาสตร์ของการวาดภาพ และงานศิลปะมาจากสิ่งต่างๆที่อยู่รอบกาย
ไม่ว่าจะเป็นงานการ์ตูนที่ ราช เลอสรวง และ จุก เบี้ยวสกุล เขียน จนภายหลัง มารู้ตัวอีกทีว่ามีความชื่นชอบในการวาดรูป ก็จากใบปิดหนังของอาเปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้มีชื่อเสียง ( อาเปี๊ยก อดีตเป็นช่างวาดภาพป้ายโฆษณา , โปสเตอร์หนังไทย ที่ฝีมืออันดับต้นๆของวงการในยุคนั้น ก่อนจะมาเอาดีทางด้านการกำกับภาพยนตร์ และภายหลัง ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ( ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ ) ประจำปี 2558 )
จนเมื่อมั่นใจในตัวเอง ว่าอยากเรียนรู้ศิลปะให้ลึกซึ้งกว่านี้ จึงตั้งใจที่จะไปสอบเข้ายังโรงเรียนเพาะช่าง
…ตอนที่มาสอบเข้าเพาะช่างนั้น ยอมรับเลยว่า ไม่เคยเข้าใจเลยว่าการเขียนภาพจากของจริงนั้น ต้องมีหลักเกณฑ์ยังไงบ้าง เราก็อาศัยดูจากเพื่อนที่นั่งสอบข้างๆเอา ว่าเค้าใช้เทคนิคอะไรยังไงในการเขียน ยังไม่คิดเลยว่าจะสอบติดด้วยซ้ำ แต่เมื่อสอบเข้ามาได้แล้ว ก็เลยคิดว่า สวรรค์น่าจะเข้าข้างเราแล้วจริงๆ…
…เนื่องจากผมไม่มีพื้นฐานเลย พื้นฐานเราอ่อนกว่าคนอื่นมาก ผมจึงต้องขยันมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ คนอื่นเขียนภาพกัน 1 แผ่น ผมต้องเขียน 3-4 แผ่น เขียนที่ในชั้นเรียนไม่พอ กลับมาถึงบ้าน ยังฝึกเขียนภาพอีก เพราะเราตามเพื่อนไม่ทัน ยิ่งเขียนมาก มันก็ยิ่งเป็นการฝึกทักษะของเราได้มาก…
“ ที่บ้านซึ่งมีพื้นฐานครอบครัวมาจากการทำเกษตรกรรม ไม่ได้เห็นด้วยในความสนใจเรียนศิลปะของผมมากนัก เพราะท่านไม่ทราบว่าศิลปะคืออะไร เรียนไปแล้ว จะสามารถใช้ในการดำรงชีพได้ยังไง ดังนั้นทุกๆช่วงปิดเทอม สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด ก็คือการวาดภาพ แล้วนำกลับไปให้ที่บ้านดู อย่างน้อยก็ให้ท่านได้รู้ว่าสิ่งที่เราเรียนศิลปะมานั้น ศิลปะที่ว่ามันคืออะไร ”
“ ช่วงที่เรียนอยู่เพาะช่าง ผมรู้สึกตัวเองได้ใช้ชีวิต คลุกคลีกับศิลปินอิสระมากมาย ทั้ง พี่หวัน ( ถวัลย์ ดัชนี ) หรือ พี่เทือง ( ประเทือง เอมเจริญ ) แต่คนที่แนะนำผมให้เข้าสู่วงการศิลปะจริงๆ นั้น ต้องยกให้อาจารย์สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ( เพื่อนศิลปิน หรือ Art Collecter ทั้งหลาย เรียกท่านว่าเป็น “ แวนโก๊ะเมืองไทย ” ทั้งจากลักษณะงานเขียนที่ถ่ายทอดออกมา หรือชีวิตส่วนตัวที่สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ ผลงานของท่านขายได้น้อยมาก แต่พอท่านเสียชีวิตลงในปี 2529 ผลงานของท่าน กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ) ท่านสอน และแนะนำให้ผมเริ่มไปดูงานจัดแสดงศิลปะในที่ต่างๆมากขึ้น ”
“ การเรียนที่เพาะช่าง มีหลักสูตรไม่เหมือนกับโรงเรียนช่างศิลป์ที่เขาจัดหลักสูตรได้สอดคล้องกับของมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้ผมต้องฝึกฝนตัวเองอย่างมาก โชคดีตรงที่ตอนนั้นมีอ.ปรีชา เถาว์ทอง , อ.สันติ สายพุฒิกสิกร ที่ทั้ง 2 ท่านเพิ่งจบมาจากศิลปากรใหม่ๆ ท่านจึงเอาหลักสูตรแนวทางการเรียนการสอนของที่นั่น มาสอนก่อน 1 ปี ผมเลยมีความเข้าใจมากขึ้น ”
และในที่สุด อ.ปัญญา ก็สามารถเข้าไปศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้สำเร็จ
“ ตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร มีอาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ เป็นคณบดี ซึ่งโดยปกติอาจารย์จะไม่ลงมาสอน แต่จากการที่อาจารย์ท่านเป็นคนตั้งภาควิชาศิลปะไทยขึ้นมานั้น ทำให้ท่านต้องลงมาสอนเอง พอผมรู้ ผมก็อยากเรียนกับอาจารย์ เพราะท่านมีความรู้เยอะ ซึ่งก็มีพี่เหลิม ( เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ) เป็นศิษย์รุ่นแรก และผมเป็นรุ่นที่สอง ในยุคนั้นมีคนเรียนอยู่แค่ 2-3 คนเท่านั้นครับ ”
ในช่วงที่เรียนทั้งเพาะช่าง ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาปิดเทอมหรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อ.ปัญญาก็จะไปช่วยอาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เมืองโบราณ ( คนในวงการศิลปะเรียกอ.ไพบูลย์ว่า “ ท่านกูฏ ” ท่านถือเป็นศิษย์รุ่นแรกของ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ในคณะจิตรกรรม ประติมากรรม )
เริ่มจากการฝึกลงสีง่ายๆ เขียนต้นไม้กับภูเขา จนนานวันเข้า เมื่อมีโอกาส อ.ปัญญาก็เอางานที่เขียนในเพาะช่างมาให้ท่านกูฎดูอยู่เสมอๆ
จนครั้งหนึ่งท่านกูฎได้บอกว่า " ผมเขียนรูปมีชีวิต สามารถเป็นศิลปินได้ " นั่นคือสิ่งที่ทำให้อ.ปัญญา มั่นใจมากขึ้น และตอนเข้าเรียนที่ม.ศิลปากรได้แล้ว อ.ปัญญา ก็อาสาไปซ่อมจิตรกรรมฝาหนังที่วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดตะคุ ( วัดหน้าพระธาตุ นครราชสีมา ) อีกด้วย
สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่างเพียงเสี้ยวหนึ่ง ของความพยายามของอ.ปัญญา ซึ่งกว่าที่ท่านจะเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างในปัจจุบันนั้น ท่านต้องผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ และศึกษาทั้งเทคนิคการวาดภาพ การศึกษางานจากศิลปินท่านอื่นๆ ก็จะตกผลึกทางความคิด และออกมาเป็นผลงานอันสมบูรณ์ของท่านได้นั่นเอง และจุดเปลี่ยนหลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการวาดภาพของท่าน เกิดขึ้นที่วัดพุทธปทีป ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ( ไว้โอกาสหน้า แอดจะมาเล่าให้ฟังนะครับ )
*** อ.ปัญญา เคยส่งผลงานเข้าประกวดรางวัลจิตรกรรมบัวหลวงมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่ได้รับรางวัลเลย จนกระทั่งในการประกวดครั้งที่ 4 อ.ปัญญา ส่งภาพชื่อ " วิกฤตการณ์ปัจจุบัน " โดยใช้เทคนิค สีฝุ่นบนผ้าใบปูกระดาษสา ขนาด 121 x 125 ซม. เข้าประกวด และได้รับ รางวัลที่ 1 ในปี 2522 ปัจจุบันภาพนี้ อยู่ในการดูแลของ " มูลนิธิธนาคารกรุงเทพ " ***
ก่อนจากกันทุกท่านสามารถชมผลงานศิลปะในคอลเลคชั่นของ The Arts Club Bangkok ได้ที่ร้านค้าของเพจหรือกดที่ลิงค์นี้ครับ www.facebook.com/theartsclubbangkok/shop
และเนื่องจากทางเราไม่ได้ลงผลงานศิลปะในคอลเลคชั่นของเราทุกชิ้นในร้านค้าของเพจ หากท่านสนใจงานศิลปะของศิลปินท่านอื่นๆนอกเหนือจากที่ได้ชมในร้านค้าของเพจ ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางเราได้ทางหมายเลข 📞 092-617-8208 เรายินดีให้บริการจัดหาผลงานศิลปะให้ตามที่ท่านต้องการครับ
#Art #Painting
#ภาพวาด #จิตรกรรม
#ปัญญาวิจินธนสาร
#ศิลปะไทยร่วมสมัย
#ArtGallery
#The_Arts_Club_Bangkok
ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก Mix Magazine / Blog : WURKON / MOCA's EDITIO