ถ้าพูดถึงดาราศิลปินที่มีความสนใจในเรื่องของงานศิลปะ ในวงการบันเทิงบ้านเราก็มีอยู่หลายท่านด้วยกันนะครับ และหนึ่งในนั้นก็คือ ผู้ชายมาดเข้มสูงโปร่งคนนี้ครับ….“ ก๊อต จิรายุ ตันตระกูล ”
แอดได้มาเจอก๊อตในงาน “ Art for Refugees นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ” ครั้งที่ 2 งานที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ( MOCA ) เพื่อระดมทุนจัดหาที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยจำนวน 2 ล้านคนใน 12 ประเทศทั่วโลก ภายใต้แคมเปญ " เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างนอก "
ในงานนี้ ก๊อตได้วาดภาพเข้าร่วมประมูลด้วยครับ ซึ่งแอดเห็นผลงานของก๊อตแล้ว ใช้คำว่า “ งดงาม ” อย่างเดียวคงไม่พอ เต้องใช้คำว่า “ ลึกซึ้ง ” ร่วมด้วย แอดจึงขอคิวก๊อต ว่าจะขอนัดพูดคุยถึงเรื่องความชื่นชอบในงานศิลปะ ก๊อตบอกมาทันทีเลยครับว่า “ ยินดีมากครับพี่ ผมอยากให้คนรู้จักผมในด้านนี้มากขึ้น เพราะศิลปะมันคือตัวตนที่แท้จริงของผม 100% ” ได้ยินอย่างนี้แล้ว อยากรู้จักผู้ชายคนนี้ในมุมที่เค้าถือพู่กันกันมากขึ้นแล้วใช่มั๊ยครับ…
…ตั้งแต่เด็กๆ ผมก็วาดรูปมาตลอดนะครับ วาดลายเส้น วาด drawing วาดสีเทียนนี่แหละครับ เพราะมันเป็นการวาดที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเยอะ และเราก็หาได้ง่ายในยุคที่เราเป็นเด็กแบบนั้น จำได้เลยว่าเราชอบวาดรูปมาตลอดเลย รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนรักในงานศิลปะ….
…ศิลปะชนิดแรกที่ผมรู้สึกตัวว่าผมรักมันก็คือ “ ศิลปะการแสดง ” ครับ สังเกตมั๊ยครับว่า หน้าคำว่าการแสดง มันก็ยังมีคำว่า “ ศิลปะ ” เพราะศิลปะมันมีอยู่ในทุกที่ มีอยู่ในทุกสาขาอาชีพ พอผมจบมัธยมปลายที่โรงเรียนวัดราชบพิตร ผมก็ไปเข้าเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่หลังจากเรียนที่นี่ไปได้ปีกว่าๆ ก็เผอิญได้รับทุนความสามารถพิเศษด้านศิลปิน ( จากการที่ก๊อตเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง ) ให้ไปศึกษาต่อที่คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก มหาวิทยาลัยรังสิต ผมจึงย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตต่อครับ….
…ผมเรียนอยู่ที่ม.รังสิต ประมาณ 2 ปี แล้วก็ไม่ได้เรียนต่อครับ ผมรู้สึกว่าการเรียนในมหาลัย มหาลัยจะเป็นผู้เลือกให้เราเรียนวิชานั้นวิชานี้ เค้าเป็นฝ่ายเลือกเรา แต่เราไม่ได้เป็นผู้เลือกเค้า ผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนมีวินัยในตัวเองสูง ดังนั้นถ้าผมสนใจอยากเรียนอะไร ผมก็จะมุ่งมั่นไปในวิชานั้นเต็มที่ ผมจึงเลือกออกมาศึกษาแบบเฉพาะทางไปเลย มุ่งตรงไปในสิ่งที่เราชอบ ก็น่าจะได้ผลลัพท์เต็มที่มากกว่า ”…
….นอกจากชอบวาดภาพแล้ว ผมก็ยังชอบการจดบันทึกด้วย ซึ่งในการจดบันทึกของผม มันก็จะมีการวาดภาพประกอบอยู่ด้วยเสมอ เพราะผมมีความรู้สึกว่า “ ภาษามันมีขีดจำกัด ” ผมจึงเลือกที่จะสื่อสารออกมาเป็นภาพวาด นั่นคือความรู้สึกที่ผมเริ่มรู้ตัวเมื่อตอนอายุ 24 แต่มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่ผมอายุประมาณ 26 นี่แหละครับ ที่ผมรู้สึกตัวเองว่า “ เอ๊ะ ที่ผ่านมานี่ เราวาดภาพไม่หยุดเลยนะ ”….
…มีศิลปินไทยที่ผมชื่นชอบ ชื่นชม และศรัทธาผลงานอยู่หลายท่าน แต่มีอยู่ 2 ท่านที่ถือได้ว่าเสียงดังที่สุด เสียงดังในที่นี้ ไม่ใช่ท่านเป็นคนพูดเสียงดังนะครับ แต่เสียงดังที่ผมหมายถึงคือ ท่านเป็นศิลปินที่เวลามีผลงานแสดงออกมา หรือมีความเคลื่อนไหวทางงานศิลปะแต่ละครั้ง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานที่เข้าถึงผู้คนได้มาก นั่นก็คืออ.ถวัลย์ ดัชนี ( ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2544 ) และ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ( ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ในปี 2554 ) …
….อย่างอ.ถวัลย์ ดัชนี เนี่ย เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนามามาก เวลาท่านพูดแต่ละครั้ง ภาษาท่านก็จะเป็นภาษาแบบพุทธศิลป์ ซึ่งก็อาจจะมีผู้ที่เข้าถึงหรือไม่เข้าถึงบ้าง ซึ่งมันก็ทำให้เราได้ฝึกฝนตัวเองไปด้วย ทั้งความคิดและงานศิลปะ เสียดายที่ผมไม่เคยเจอท่าน เพราะผมตั้งใจจะขึ้นไปหาท่านที่บ้านดำ จ.เชียงราย แต่ท่านเสียชีวิตก่อนที่ผมจะไป 1 ปี ( อ.ถวัลย์ เสียชีวิตวันที่ 3 กันยายน 2557 ) …
…ส่วนอ.เฉลิมชัย ผมเคยเจอท่านหลายครั้ง แต่ละครั้งผมชอบฟังท่านพูด ชอบฟังท่านเล่าประสบการณ์ของท่านมากกว่า เช่นมีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านเล่าว่าคนไทยในสมัยอยุธยา เวลาวาดรูป ก็จะวาดเกี่ยวกับเรื่องราวในยุคสมัยอยุธยาของตัวเอง พอมาถึงยุครัตนโกสินทร์ คนในยุครัตนโกสินทร์ ก็ไปวาดภาพเหมือนกับคนสมัยอยุธยาอีก มันก็เลยกลายเป็นงานก็อปงานกัน มันไม่เกิดเป็นงานสร้างสรรขึ้นมาใหม่ ดังนั้นถ้าเราจะวาดภาพ เราต้องวาดมาจากความเข้าใจของเราในปัจจุบัน ในยุคสมัยของเราในขณะนั้น…
…ผมวาดภาพทุกวันนะครับ และเป็นคนชอบงานที่เสร็จไว ดังนั้นผมจะถนัดวาดภาพแนว Abstract มากที่สุด ( ภาพนามธรรม ) อย่างภาพ “ อุตสาหะ ” ที่นำมาประมูลครั้งนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจในการนั่งสมาธิหลายร้อยชั่วโมงมาก และทุกครั้งที่ผมทำสมาธิ ผมก็จะบันทึกสภาวะจิตของเราไว้ ซึ่งหลังจากที่ที่เราบันทึกเสร็จ ก็จะเปลี่ยนจากภาษาส่วนตัวของเรา มาเป็นภาพเขียนนี่แหละครับ…
…แบล็คกราวข้างหลัง ผมลงไว้เปรียบเหมือนเป็นความทุกข์ของมนุษย์ วงกลม มี 100 วง เปรียบเหมือนเป็นสภาวะจิตขณะทำสมาธิ ซึ่งเวลาที่เรานั่งสมาธิ ทุกๆชั่วโมง ผมก็จะพบเจอทั้งความทุกข์และสุขคละกันไป สีแดงคือความทุกข์ในใจ ส่วนสีฟ้าคือความสุข และสีเหลืองคือปัญญา เห็นความสุขความทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งจะสังเกตว่าสีเหลืองมีน้อยมากครับ ….
*** เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว ที่ก๊อต จิรายุ จะนั่งสมาธิทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมง แบ่งเป็นเช้า 1 ชั่วโมง เย็น 1 ชั่วโมง ( แล้วแต่ความสะดวก ) โดยก๊อตเริ่มนั่งอย่างจริงจังมาตั้งแต่ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2561 ***
*** ภาพ “ อุตสาหะ ” นี้ สามารถประมูลได้ถึง 350,000 บาท ***
*** และสำหรับนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 2 “ Art for Refugees ” เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชมฟรีจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2562 นี้ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ( MOCA ) ***
สุดท้ายนี้หากท่านนักสะสมหรือผู้สนใจต้องการชมผลงานใน collection ของ The Arts Club Bangkok ท่านสามารถชมได้ที่ร้านค้าของเพจหรือกดที่ลิงค์นี้ครับ www.facebook.com/theartsclubbangkok/shop
และเนื่องจากทางเราไม่ได้ลงผลงานศิลปะใน collection ทุกชิ้น ในร้านค้าของเพจ หากท่านสนใจงานศิลปะของศิลปินท่านอื่นๆนอกเหนือจากที่ได้ชมในร้านค้าของเพจ ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางเราได้ที่หมายเลข 092 617 8208 เรายินดีให้บริการจัดหาผลงานศิลปะให้ตามที่ท่านต้องการครับ
#Art #Painting #ภาพวาด #จิตรกรรม
#UNHCR #ArtForRefugees #MOCABangkok
#ก๊อตจิรายุ #จิรายุตันตระกูล
#บุพเพสันนิวาส #ออกหลวงสรศักดิ์
#The_Arts_Club_Bangkok