ลบคำสบประมาท​ ด้วยความอุตสาหะและพระอาทิตย์​ ... ประเทือง​ เอมเจริญ
3-1

3-2

3-3

3-4

3-5

ลบคำสบประมาท​ ด้วยความอุตสาหะและพระอาทิตย์​ ... ประเทือง​ เอมเจริญ
ครบ 1 สัปดาห์ สำหรับการเสียชีวิตของ อ.ประเทือง เอมเจริญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ.2548 ด้วยโรคโควิด – 19 ( อ.ประเทืองเสียชีวิตเวลาประมาณตี 4 ของวันที่ 7 มีนาคม ) 
ในโอกาสนี้ทางเพจ The Arts Club Bangkok จะขอนำเสนอ ประวัติชีวิตส่วนตัว ในแง่มุมที่เป็นเกร็ดประวัติที่น่าสนใจ และไม่ค่อยมีคนรู้ของอ.ประเทือง ให้ทุกท่านได้ทราบกันครับ
อ.ประเทือง เป็นชาวฝั่งธนบุรี ในปีที่ท่านเกิดคือพ.ศ. 2478 สมัยนั้นยังเรียกเป็นจังหวัดธนบุรี ( ก่อนจะควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพเมื่อปีพ.ศ. 2514 ) ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 3 คนเป็นชายล้วน ได้แก่คนโตชื่อ “ ชำนาญ ” ท่านเป็นคนที่ 2 และน้องชายสุดท้องชื่อ “ ประเสริฐ ” 
ในวัยเด็กอ.ประเทืองเรียนจบเพียงชั้น ป.4 เพราะคุณพ่อเสียชีวิต และเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ( ญี่ปุ่นยกพลบุกไทยปีพ.ศ. 2484 ) ท่านจึงไม่ได้เรียนต่อ และต้องออกมาทำงานหาเงินช่วยครอบครัวแทน
อ.ประเทืองทำงานทุกอย่าง ไม่ว่างานนั้นจะหนักหรือเบา รวมถึงงานที่ต้องใช้แรงงานเพื่อให้ได้เงินเป็นค่าตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นรับจ้างทั่วไป ทำสวน ขายขนม เสิร์ฟกาแฟ ล้างรถ งานแบกหาม รวมถึงการเป็นช่างตีเหล็ก ภายหลังเมื่อพี่ชำนาญเรียนจบเพาะช่าง ก็พอมีความรู้ทางด้านศิลปะ จึงดึงอ.ประเทืองไปช่วยงานรับจ้างออกแบบเขียนงานโฆษณา และทาสีศาลพระภูมิ นั่นจึงถือเป็นครั้งแรกๆ ที่อ.ประเทืองได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะการขีดๆเขียนๆจากพี่ชาย
ต่อมาพี่ชำนาญได้งานทำที่บริษัท “เอสจันโฆษณา” จึงดึงน้องชายที่มีวุฒิการศึกษาเพียงชั้น ป.4 ให้เข้ามาช่วยงานด้วย หน้าที่ของอ.ประเทืองในช่วงนั้น ( ประมาณปีพ.ศ. 2493 / อ.ประเทือง อายุ 15 ปี ) คือการเป็นลูกมือเตรียมสีให้ช่างเขียนป้าย ได้เงินเดือน เดือนละ 80 บาท อ.ประเทืองขยันขันแข็ง ช่างสังเกต และหมั่นศึกษาวิธีการเขียนป้ายโฆษณา จนผ่านไปไม่กี่ปี ก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นนายช่างใหญ่ เงินเดือนเพิ่มเป็นหลักพันบาท และเมื่อว่างจากงานประจำที่ทำ ท่านก็จะแบ่งเวลาไปช่วยน้องชาย ( ประเสริฐ ) วาดภาพประกอบในโรงหนังที่งานล้นมือและทำไม่ทัน เนื่องจากช่วงเวลานั้น มีหนังเข้าใหม่มากมายหลายเรื่อง และโรงหนังก็เกิดขึ้นแข่งกันอีกหลายโรงด้วยกัน 
อ.ประเทืองเรียนรู้การวาดรูปโปสเตอร์หนังได้เร็ว จนรายได้ดูแล้วจะแซงหน้างานประจำ จึงลาออกจากบริษัทเอสจันโฆษณา และมาวาดภาพใบปิดหนังอย่างเต็มตัว ว่ากันว่ารายได้ในช่วงนั้นของท่านหลักหลายหมื่นบาทเข้าขั้นอู้ฟู่เลยทีเดียว ขณะที่ราคาทองคำเพียงแค่ 400 บาทเท่านั้น  
โชคชะตาจะนำพาให้คนได้เป็นศิลปินใหญ่ อะไรมาฉุดไว้ก็ไม่อยู่ เมื่อมีอยู่วันหนึ่ง มีภาพยนตร์สร้างจากเรื่องจริงของประวัติจิตรกรเอกชื่อดังของโลกอย่าง “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” เข้ามาฉายในบ้านเรา ในชื่อเรื่อง “Lust for Life” หรือชื่อไทย “แรงปรารถนาเพื่อชีวิต” 
อ.ประเทืองชอบเรื่องนี้มากและดูซ้ำวนไปวนมานับ 10 รอบ จนมีความปรารถนาที่อยากมีชีวิตอย่างจิตรกรเอกชาวดัตช์ผู้นี้ ( ภาพยนตร์ออกฉายที่อเมริกาปี 1956 หรือ พ.ศ.2499 และเข้าฉายในไทยปี พ.ศ.2505 ) ประกอบกับหลังจากนั้น ก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือนวนิยายเรื่อง “ไฟศิลป์” นวนิยายอัตชีวประวัติของ “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” อีกเช่นกัน ท่านจึงมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร
ในช่วงเวลานั้นอ.ประเทืองมีรายได้ค่อนข้างมากจากงานที่ทำอยู่ และมีชีวิตที่ค่อนข้างสุขสบาย แต่การวาดภาพใบปิดภาพยนตร์นั้น เมื่อใช้จิตวิญญาณวาดเสร็จแต่ละครั้ง พอหนังเรื่องใหม่เข้ามา ก็ต้องเอาสีขาวทาทับผลงานของตัวเองที่อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจวาดลงไป เพื่อเตรียมที่จะต้องวาดรูปของหนังเรื่องใหม่แทน ท่านจึงมองว่างานรับจ้างอย่างนี้ ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไร อ.ประเทืองจึงตัดสินใจลาออกและตั้งปณิธานที่จะเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์งานศิลปะอย่างแท้จริง
อ.ประเทืองออกจากงานในปีนั้นทันที ( คือปีพ.ศ. 2505 ขณะที่ท่านมีอายุ 27 ปี และเป็นปีเดียวกันกับที่ อ.ศิลป์ พีระศรี เสียชีวิตที่ร.พ.ศิริราช และอ.ถวัลย์ ดัชนี กำลังเป็นนักศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 5 ม.ศิลปากร ) 
โดยในช่วงแรกท่านยังพอมีเงินเก็บเหลืออยู่ ชีวิตจึงไม่ลำบากมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เงินที่เคยมีก็ร่อยหรอ รูปที่วาดก็ขายไม่ได้ ชีวิตความเป็นอยู่เริ่มลำบาก ลำบากถึงขนาดไฟฟ้าที่บ้านโดนตัด ใช้ชีวิตแต่ละวันด้วยการยืมเงินคนละแวกบ้านและซื้อสินค้าโดยการเชื่อ ( การเชื่อสินค้า คือการซื้อของโดยเอาสินค้าไปก่อน และรับปากว่าจะมาจ่ายคืนทีหลัง ) ไปไหนมาไหนต้องหลบๆซ่อนๆเจ้าหนี้ นานวันเข้าบ้านที่อยู่แถวคลองบางไส้ไก่ก็หลุดจำนองและโดนยึด ต้องอพยพไปอยู่แถวบางแค คนในแวดวงศิลปะไม่มีใครยอมรับ และต่างดูถูกว่าชาตินี้ไม่มีวันได้เป็นศิลปินใหญ่แน่นอน ซึ่งแม้ชีวิตในช่วงนั้นอ.ประเทืองและครอบครัวจะยากจนแสนเข็ญเพียงใด ( ประมาณปีพ.ศ. 2506 – 2510 ) แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในการวาดภาพแต่ละครั้งนั้น สีที่ท่านใช้ก็ยังคงเป็นสีคุณภาพสูงหรือเกรด artist ตลอด จนกระทั่ง……..
ในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 17 ประจำปี 2510 ( อ.ประเทืองอายุ 32 ปี ) ท่านได้รางวัลเหรียญเงิน จากการส่งผลงานชื่อ “ เลือด ทอง คอนกรีต ” เข้าประกวด และได้รับเงินรางวัลมูลค่า 5,000 บาท ผลงานชิ้นนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตท่านอย่างแท้จริง และเงินรางวัลที่ได้ ก็ถูกนำไปใช้หนี้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นอ.ประเทือง ก็ได้ส่งผลงานเข้าประกวดในงานประกวดอื่นๆอีกอย่างต่อเนื่อง และได้รับรางวัลต่างๆเรื่อยมา จนกระทั่งท่านเริ่มมีขื่อเสียงและได้รับการยอมรับในที่สุด
*** มีศิลปินแห่งชาติอีกท่านหนึ่ง ที่บ้านเกิดอยู่ใกล้กับอ.ประเทือง นั่นก็คือศิลปินสองซีกโลก อ.กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) ปี 2540 ***
*** นอกจากอ.ประเทืองจะมีความสนใจในการวาดภาพตั้งแต่เด็กแล้ว อ.ประเทืองยังชื่นชอบการร้องเพลงอีกด้วย ชอบมากถึงขนาดที่สมัยเรียนประถม ได้รับการคัดเลือกจากคุณครูที่โรงเรียนเทศบาลวัดสุทธาราม สำเหร่ โรงเรียนในวัยเด็กของอ.ประเทือง ให้ท่านเป็นตัวแทนนักเรียนร้องเพลงหน้าเสาธงตอนเคารพธงชาติมาแล้ว ***
*** บุคคลคนแรกที่ถือเป็นครูของอ.ประเทืองในด้านการวาดภาพ เป็นชาวจีนเจ้าของบริษัท “เอสจันโฆษณา” โดยพนักงานทุกคนเรียกเขาว่า “ซึงแซ” เนื่องจากเมื่อว่างจากงานเมื่อไหร่ ซึงแซ จะวาดรูปแนวอิมเพรสชั่นนิสต์เป็นงานอดิเรก ซึ่งถือเป็นแนวแปลกใหม่และสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่อ.ประเทือง ที่ไม่เคยเรียนศิลปะ และไม่เคยเห็นการวาดรูปแนวนี้มาก่อน ***
*** อ.ประเทือง มีภรรยาทั้งหมด 3 ท่าน ท่านแรกคือแม่ใหญ่ ( คุณคำยอด ) เป็นชาวลำปาง ( ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ) ท่านที่ 2 คือแม่นิด ( คุณนิตยา ) เป็นลูกสาวเจ้าของโรงหนังที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ( พบอ.ประเทือง เมื่อครั้งท่านเดินทางไปวาดภาพคัตเอาท์ติดหน้าโรงหนังที่หาดใหญ่ ) และท่านที่ 3 แม่หนู ( คุณบุญยิ่ง ) อดีตครูสอนศิลปะ ชาวพระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมีบุตรและธิดารวมกันทั้งหมด 12 ท่าน ***
*** ในปี 2503 จ่าง แซ่ตั้ง ในวัย 26 ปี ( ศิลปินที่ได้ชื่อว่าสร้างสรรค์ภาพนามธรรมคนแรกของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในเพื่อนรักของอ.ประเทือง เอมเจริญ ) ได้ส่งภาพๆหนึ่งเข้าร่วมแสดงในงานนิทรรศการศิลปกรรมไทย - จีน แห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการส่งภาพเข้าร่วมแสดงงานในที่สาธารณชนเป็นครั้งแรกของจ่าง แซ่ตั้ง และภาพที่เขานำเข้าแสดงงานในครั้งนี้ คือภาพวาดกระท่อมหลังหนึ่งมุงด้วยใบจาก รายล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ภาพนี้มีชื่อว่า “บ้านเพื่อนฉัน” ( เทคนิคการวาด : สีน้ำบนกระดาษ / ขนาดภาพ 42 x 49 เซนติเมตร ) ซึ่งก็เป็นภาพบ้านเกิดของ อ.ประเทือง เอมเจริญ ที่จ่าง แซ่ตั้ง วาดไว้ในปีพ.ศ. 2502 นั่นเอง ( ขณะนั้นอ.ประเทือง อายุ 25 ปี ) ***
ติดตามเรื่องราวชีวิตของอ.ประเทือง เอมเจริญ และ 4 ผลงานที่ท่าน หวงแหนยิ่งชีพ ถึงขนาดสาบแช่งไว้เลย ถ้าลูกหลานนำไปขายกิน ได้ในตอนที่ 2 วันพรุ่งนี้..!!!
ขอขอบคุณ : คอลัมน์ “ หลงรูป ” โดยตัวแน่น / นิตยสาร “ โอลั้นลา ” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 / ช่อง Youtube : PHUMRAPHEE SAE-TANG / รายการ “ Great Stars Art Show ” ตอน หอศิลป์เอมเจริญ
#ประเทืองเอมเจริญ
#ศิลปินแห่งชาติ
#The_Arts_Club_Bangkok